RSV ในเด็ก อาการเป็นยังไง อันตรายแค่ไหน

คืนหนึ่งลูกวัย 8 เดือนเริ่มมีน้ำมูก ไอเล็กน้อย แม่คิดว่าคงเป็นหวัดธรรมดา ให้กินยาลดไข้แล้วรอดูอาการ แต่พอถึงวันที่สาม ลูกเริ่มหายใจแรงขึ้น มีเสียงครืดคราดในลำคอ ดูดนมได้น้อยลงจนแม่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล นี่คือภาพที่พ่อแม่หลายคนเจอทุกปีในช่วงหน้าฝน เพราะเป็นฤดูที่ไวรัส "RSV" ระบาดหนักในเด็กเล็ก
RSV คืออะไร ทำไมถึงน่ากลัวกว่าหวัดทั่วไป
RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่จมูก คอหอย ไปจนถึงหลอดลมและปอด ติดต่อผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
จุดที่ทำให้ RSV ต่างจากหวัดทั่วไปคือ ทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีขนาดเล็กและแคบกว่าผู้ใหญ่มาก เมื่อไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดการอักเสบและมีเสมหะสะสม หลอดลมที่แคบอยู่แล้วก็ยิ่งตีบลงไปอีก ทำให้เด็กหายใจลำบากได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีที่มักมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต ทั้งนี้ทั้งนั้น RSV ไม่มียารักษาที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
จากหวัดธรรมดา สู่สัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง
RSV มักเริ่มต้นเหมือนหวัดทั่วไปจนแยกไม่ออกในวันแรก ๆ คือมีน้ำมูก คัดจมูก จาม ไอ และอาจมีไข้ร่วมด้วย ช่วงนี้เด็กส่วนใหญ่ยังดูสดใส กินนมได้ปกติ
เป็นช่วงที่อาการมักหนักที่สุด ให้จับตาดูใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะถ้าเชื้อเริ่มลุกลามลงหลอดลมและปอด จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน เช่น หายใจเร็วขึ้นผิดปกติ มีเสียงหวีดหรือครืดคราดตอนหายใจ อกบุ๋มเวลาหายใจเข้า ทานอาหารหรือดูดนมได้น้อยลง ซึมลงกว่าปกติ
ใครบ้างที่เสี่ยงอาการรุนแรง
ไม่ใช่เด็กทุกคนที่เป็น RSV จะอาการหนักเท่ากัน กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ
กลุ่มนี้มีโอกาสที่เชื้อจะลงปอดจนเกิดปอดอักเสบหรือหลอดลมฝอยอักเสบมากกว่าเด็กทั่วไป และมีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับออกซิเจนเสริมสูงกว่าด้วย
เมื่อไหร่ที่ต้องพาไปหาหมอทันที ไม่ต้องรอดูอาการ
- หายใจเร็วผิดปกติ หายใจแรงจนชายโครงหรือหน้าอกบุ๋ม
- มีเสียงหวีดหรือครืดคราดชัดเจนตอนหายใจ
- มีไอเสียงก้อง มีเสียงดังขณะหายใจเข้า (stridor)
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ
- ซึมมาก ไม่ยอมดูดนม ปัสสาวะน้อยลง
- ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2-3 วันไม่ดีขึ้น
- มีช่วงหยุดหายใจเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กมาก
ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ อย่ารอดูอาการที่บ้านต่อ ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
ถ้าอาการยังไม่รุนแรง ดูแลที่บ้านได้ยังไง
- ดูดน้ำมูกและล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้นและดูดนมได้ดีขึ้น
- ให้ดื่มน้ำหรือนมบ่อยครั้งขึ้นแม้จะทีละน้อย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- จัดท่านอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยให้หายใจสะดวกกว่าเดิม
- เช็ดตัวลดไข้เมื่อจำเป็น
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในช่วง 2-3 วันแรก เพราะเป็นช่วงที่อาการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว หากมีสัญญาณที่เสี่ยงอาการรุนแรงให้รีบพามาพบแพทย์ทันที
ป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด
เพราะ RSV ยังไม่มีวิธีรักษาที่จำเพาะ การป้องกันจึงสำคัญมาก เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการล้างมือบ่อย ๆ ทั้งพ่อแม่และคนในบ้าน ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงพาเด็กเล็กไปที่แออัดช่วงระบาด ผู้ใหญ่ที่มีอาการคล้ายหวัดควรงดใกล้ชิดเด็กเล็กจนกว่าจะหายดี และทำความสะอาดของเล่นหรือพื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อยเป็นประจำ
สำหรับเด็กแรกคลอด-2 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น คลอดก่อนกำหนดหรือมีโรคประจำตัว ปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ช่วยลดความเสี่ยงได้ดังนี้
สามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมสำหรับลูกได้
หน้าฝนแบบนี้ ถ้าลูกเริ่มมีอาการคล้ายหวัด อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าเดี๋ยวก็หาย ลองสังเกตดี ๆ ว่ามีเสียงหายใจผิดปกติหรือซึมลงไหม เพราะบางครั้งความต่างระหว่างหวัดธรรมดากับ RSV อาจอยู่แค่การฟังเสียงหายใจของลูกให้ดีขึ้นอีกนิดเท่านั้นเอง
💬 สอบถามเพิ่มเติมศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกกุมารเวช
สถานที่
ชั้น 1 โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน
เวลาทำการ
08:00 - 20:00 น.
เบอร์ติดต่อ
053-582-888
